• Nenhum resultado encontrado

รวมข้อสอบ Pharmacy Licence--เฉลย DM Thyroid

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2021

Share "รวมข้อสอบ Pharmacy Licence--เฉลย DM Thyroid"

Copied!
502
0
0

Texto

(1)

S

P

E

เรื่อง การชั่งสาร

1.1 การชั่งผงยาโดยการเลือกใช้กระดาษ การใช้ช้อนเขา และการเคาะผงยาลงเมื่อใกล้ถึงน้ําหนัก

ที่ต้องการ

ก. การชั่งด้วยเครื่องชั่งไฟฟ้า (Top Loading Balance)

- ปรับสมดุลของเครื่องชั่ง เครื่องชั่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ปรับโดยการหมุนสกรูที่ขาซ้ายขวาของเครื่องชั่ง ให้สังเกตฟองอากาศที่เป็นตัวบ่งชี้ สมดุลอยู่ตรงกลางเครื่องหมายวงกลม หลักการหมุนปรับคือ การหมุนตามเข็มนาฬิกาเครื่องชั่งจะยกสูงขึ้น การ หมุนทวนเข็ม เครื่องชั่งจะลดต่ําลง (ในขั้นนี้เนื่องจากเวลาจํากัด อาจมีการปรับเครื่องชั่งสมดุลให้แล้ว ซึ่งจะแจ้งให้ ผู้สอบทราบ ในกรณีนี้ก็อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้) - พับกระดาษชั่ง ใช้กระดาษสะอาด ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยทั่วไปขนาด 8 ซม. X 10 ซม. พับริมด้านข้าง (ด้านยาว) เข้ามาทั้ง 2 ด้านๆละ 1 ซม. พับด้านที่ 3 เข้ามา 2 ซม แล้วพับกลับออกไป 1 ซม. คลี่รอยพับออก จับด้านที่ 3 จีบซ้อนให้เป็นมุมกระทง ทําทั้ง 2 มุม แล้วพับส่วนที่ยาวเกินอยู่ลงเพื่อให้กระทงแข็งแรงขึ้น - เขียนชื่อยาและน้ําหนักที่ต้องการชั่ง โดยเขียนลงส่วนที่พับไว้เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีสัมผัสกับที่ใช้เขียน - Tare เครื่องชั่ง (auto-zero) หรือปรับน้ําหนักเครื่องชั่งเป็น 0 - อ่านฉลากขวดยา หยิบขวดยา เปิดฝาขวด วางฝาหงายบนพื้นที่สะอาดหรือบนแผ่นกระเบื้องวางขวดยา อ่านฉลากอีกครั้งให้แน่ใจ จับช้อนด้วยมือ ข้างที่ถนัด ลักษณะคว่ําเต็มมือ ให้นิ้วชี้วางทอดคว่ําบนด้ามช้อนเขาตักยาจากขวดยา ซึ่งถือในมือข้างที่ไม่ถนัด เคาะ นิ้วชี้ (ลักษณะคว่ํามือ) ให้ผงยาค่อยๆลงบนกระดาษ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงน้ําหนักที่ต้องการ ปิดกระจกกันลม(ถ้า มี) สังเกตค่าน้ําหนักจากหน้าปัดตลอดเวลาที่ชั่ง - เมื่อได้ปริมาณที่ต้องการ ยกกระดาษชั่งยาออกจากจานชั่ง ปิดกระจกกันลม ปรับน้ําหนักเป็นศูนย์ ตามเดิม ปิดฝาขวดยาให้สนิท ทําความสะอาดด้วยแปรงปัดถ้ามีผงยาหกบริเวณเครื่องชั่ง อ่านฉลากอีกครั้ง ข. การชั่งด้วยเครื่องชั่ง 2 จาน - พับกระดาษชั่ง ใช้กระดาษสะอาด ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยทั่วไปขนาด 8 ซม. X 10 ซม. พับริม ด้านข้าง (ด้านยาว) เข้ามาทั้ง 2 ด้านๆละ 1 ซม. พับด้านที่ 3 เข้ามา 2 ซม แล้วพับกลับออกไป 1 ซม. คลี่รอย พับออก จับด้านที่ 3 จีบซ้อนให้เป็นมุมกระทง ทําทั้ง 2 มุม แล้วพับส่วนที่ยาวเกินอยู่ลงเพื่อให้กระทงแข็งแรงขึ้น - เขียนชื่อยาและน้ําหนักที่ต้องการชั่ง โดยเขียนลงส่วนที่พับไว้เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีสัมผัสกับที่ใช้เขียน - วางกระดาษชั่งที่เหมือนกันบนจานทั้ง 2 ด้าน - ปรับสมดุลของเครื่องชั่ง ให้สังเกตเข็มชี้ (indicator) ให้ตรงขีดศูนย์หรือตรงกลาง (ในขั้นนี้เนื่องจาก เวลาจํากัด อาจมีการปรับเครื่องชั่งสมดุลให้แล้ว ซึ่งจะแจ้งให้ผู้สอบทราบ ในกรณีนี้ก็อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้) - เติมตุ้มน้ําหนักลงบนจานชั่ง

(2)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University - อ่านฉลากขวดยา หยิบขวดยา เปิดฝาขวด วางฝาหงายบนพื้นที่สะอาดหรือบนแผ่นกระเบื้องวางขวดยา จับช้อนด้วยมือข้างที่ถนัด ลักษณะคว่ําเต็มมือ ให้นิ้วชี้วางทอดคว่ําบนด้ามช้อนเขา ตักยาจากขวดยาซึ่งถือในมือ ข้างที่ไม่ถนัด เคาะนิ้วชี้ (ลักษณะคว่ํามือ) ให้ผงยาค่อยๆลงบนกระดาษ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงน้ําหนักที่ต้องการ สังเกตค่าน้ําหนักบนหน้าปัดตลอดเวลาที่ชั่ง - เมื่อได้ปริมาณที่ต้องการ ยกกระดาษชั่งยาออกจากจานชั่ง ปรับน้ําหนักเป็นศูนย์ตามเดิม ทําความ สะอาดด้วยแปรงปัดถ้ามีผงยาหกบริเวณเครื่องชั่ง ปิดฝาขวดยาให้สนิท อ่านฉลากอีกครั้ง

1.2 การชั่งของเหลวข้นหนืด

เช่น mineral oil หรือ glycerin เมื่อในสูตรตํารับกําหนดเป็น w/w

ของเหลวข้นหนืด หากใช้การตวงจะต้องรอเวลาให้ไหลออกนาน (draining time) และต้องทราบค่าความ ถ่วงจําเพาะ (specific gravity) เปลี่ยนน้ําหนักเป็นปริมาตร การชั่งจึงเป็นวิธีที่สะดวก การชั่งของเหลวปริมาณไม่มาก ให้ใช้กระจกนาฬิกา ใช้ขนาดเท่ากัน 2 อัน มีหลายขนาด เลือกขนาดให้ เหมาะ หากปริมาณมากๆ สามารถใช้บีคเกอร์ขนาดเท่ากัน 2 อัน เลือกขนาดให้เหมาะเช่นกัน เทคนิคการชั่งเหมือนการชั่งของแข็ง หากสารหกหรือหยดไหลเปื้อนเครื่องชั่ง ให้รีบใช้กระดาษเช็ดทํา ความสะอาด - เขียนชื่อยาและปริมาณบนสติกเกอร์ติดบนบีกเกอร์หรือใช้ปากกาเมจิกเขียน วางบีคเกอร์ที่ใช้สําหรับใส่ยาบน จานชั่ง ใช้แท่งแก้วช่วยในการชั่งได้ ในบางกรณีที่ไม่มีเครื่องชั่งที่มีความไวที่เหมาะสม การชั่งของเหลวปริมาณน้อย อาจใช้การเทียบจํานวน หยดของของเหลวต่อกรัม แล้วคํานวณปริมาณหยดตามปริมาณน้ําหนักที่ต้องการ

เทคนิคการตวง

2.1 การเลือกใช้กระบอกตวงให้เหมาะสมกับปริมาตรของของเหลวและเทคนิคในการตวง

- กระบอกตวงโดยทั่วไปมีขนาด 10, 25, 50, 100 ml - เลือกกระบอกตวงขนาดที่ใกล้เคียงกับปริมาณที่ต้องการตวงให้มากที่สุด เพื่อให้มีค่าคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด - อ่านฉลากขวดยา หยิบขวดยา เปิดฝาขวด วางฝาหงายบนพื้นที่สะอาดหรือบนแผ่นกระเบื้องวางขวดยา (หากเป็น สารรีเอเจนต์ที่ทําด้วยแก้วซึ่งไม่ค่อยใช้ในปัจจุบันแล้ว นิยมใช้นิ้วก้อยหนีบไว้ แต่ยกเว้นน้ํายาที่เป็นกรดด่าง) ถือ กระบอกตวงมือซ้าย โดยวางฐานกระบอกตวงไว้ระหว่างนิ้วให้มั่นคง (ไม่กํามือ) - อ่านฉลากอีกครั้งถือโดยให้ฉลากอยู่ด้านบน ฉลากจะอยู่ในอุ้งมือ เพื่อไม่ให้เวลาน้ํายาไหลย้อยลงจะไม่เปื้อนฉลาก - ยกกระบอกตวงระดับสายตา แตะขวดยากับปากกระบอกตวง รินยาออกจากขวดช้าๆ หากตวงยาหกหรือหยด ให้ใช้กระดาษเช็ดให้สะอาดก่อนจะตวงต่อ โดยทั่วไป สําหรับของเหลวใส มักอ่านปริมาตรตรงระดับ lower meniscus คือส่วนโค้งต่ําสุดของของเหลว ส่วนของเหลวสีเข้ม มักอ่านปริมาตรตรงระดับ upper minicus คือ ส่วนโค้งบนของของเหลว ในกรณีตวงได้ปริมาตรเกิน ให้เทส่วนเกินออกจากกระบวงตวงทิ้งไปอย่างระมัดระวัง ไม่ นิยมเทคืนลงขวด - เมื่อได้ปริมาตรที่ต้องการ ปิดฝาจุกขวด อ่านฉลากอีกครั้ง ก่อนวางขวดยาที่เดิม - รินยาออกจากกระบอกตวงให้หมด

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง การตวงสารและการ calibration

(3)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

2.2 การตวงของเหลว 3 ลักษณะ

เช่น สารละลายใส, สารละลายสีเข้ม, Mineral oil เป็นต้น 1. การตวงของเหลวใส เช่น น้ํา แอลกอฮอล์ เป็นต้น

- ใช้เทคนิคการตวงข้างต้น อ่านปริมาตรที่ระดับ lower meniscus (โค้งล่าง) เมื่อรินยา ปล่อยให้น้ํายา ไหลออกกระบอกตวงจนหมด

2. การตวงของเหลวสีเข้ม เช่น ด่างทับทิม (potassium permanganate), iodine solution เป็นต้น - ใช้เทคนิคการตวงข้างต้น อ่านปริมาตรที่ระดับ upper meniscus (โค้งบน)

3. การตวงของเหลวข้นหนืด เช่น mineral oil, glycerin น้ําเชื่อม เป็นต้น

- ใช้เทคนิคการตวงข้างต้น โดยในการรินของเหลวจากขวดยา พยายามให้ของเหลวไหลลงตรงกลาง กระบอกตวง ไม่ให้ติดผนังด้านข้างกระบอกตวง จนปริมาตรแน่นอนแล้ว อ่านปริมาตรที่ระดับ lower meniscus (โค้งล่าง) เมื่อรินยา ปล่อยให้ของเหลวไหลออกกระบอกตวงจนหมดซึ่งต้องใช้เวลานานมากเนื่องจากความหนืดสูง

เทคนิคการ calibration

2.3 การ calibration

การ Calibrate ของเหลวจํานวนน้อยที่มีอุปกรณ์ขนาดเกินความเที่ยงตรง เช่น ให้ตวงน้ํา 0.8 ml โดยมี กระบอกตวง 10 ml และมี dropper ให้ ใช้สําหรับการวัดปริมาตรของเหลวปริมาณน้อยที่ไม่สามารถ ใช้กระบอก ตวง นอกจากการใช้ pipette หรือ burette แล้ว ของเหลวที่ไม่ใช่ตัวยาสําคัญสามารถคํานวณโดย การเทียบหยด - ใช้กระบอกตวงขนาด 10 ml ใช้หลอดหยดดูดน้ํายามา ตั้งหลอดให้ตรงในแนวดิ่ง (ไม่เอียง) หากตั้งเอียง จะต้องระวังให้เอียงเท่ากันตลอดการเทียบหยดซึ่งจะยากกว่า นับจํานวนหยดของของเหลว 2 ml - เมื่อได้จํานวนหยดใน 2 ml คํานวณหยด ในกรณีไม่ใช่ยาอันตราย หากไม่ได้เลขลงตัว ค่าทศนิยมเกิน 0.5 ปัดเศษขึ้น หากต่ํากว่าให้ปัดเศษทิ้งไป - หยดของเหลวตามจํานวนหยดที่คํานวณได้ เทคนิคการ Calibrate - ต้องทําเมื่อตวงสารน้อยกว่า 20% ของปริมาตรทั้งหมด - เลือก cylinder ขนาดที่เหมาะสม เช่น ต้องการตวงสาร 2 ml ให้เลือก cylinder ขนาด 10 ml - จับให้ถูกวิธีโดยใช้นิ้วโป้งจิกขีดที่ต้องการ ส่วน 4 นิ้วที่เหลือให้รวบไว้ที่ฐาน cylinder ตั้งให้ตรง และ ให้ปริมาณสารที่ต้องการ (2 ml) อยู่ในระดับสายตา - ใช้ Dropper ดูดสาร โดยบีบลูกยางไล่อากาศออกก่อน จากนั้นจึงค่อยจุ่มหลอดเข้าไปในขวดใส่สาร ดูดสารขึ้นมา - ให้ปลาย Dropper หย่อนเข้าไปใน cylinder ให้อยู่ใกล้กับปริมาณสารที่ต้องการ ( 2 ml) อย่าให้สูง เกินไปและอยู่ตรงกลาง ระวังอย่าให้ปลายหลอดหยดสัมผัสกับผิวของ cylinder เพราะจะได้จํานวนหยดที่ ผิดพลาดได้ - นับจํานวนหยดให้ถูกต้อง - เทียบบัญญัติยางค์ 2 ml ใช้เท่ากับ ...หยด 0.4 ml ใช้เท่ากับ...หยด

(4)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

เทคนิคการทํา aliquot

เทคนิคการทํา aliquot ยา จากยาเม็ด เพื่อให้ได้ขนาดความแรงต่อมื้อพอดีสําหรับผู้ป่วยแต่ละราย ในกรณีที่ไม่สามารถหาตัวยาที่เป็นสารเคมีจากท้องตลาดในการเตรียมยา เภสัชกรอาจเตรียมยาเช่น ยาน้ําแขวน ตะกอน ยาน้ํา ยาหยอดตา ครีมทาผิว ฯลฯ จากยาในรูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาฉีด ฯลฯ ที่จําหน่ายใน ท้องตลาดอยู่แล้ว 2.4.1 การทํา aliquot จากยาเม็ด - คํานวณเทียบจํานวนยาเม็ดที่ต้องใช้ให้มีปริมาณยาตามต้องการในยารูปแบบใหม่ - บดยาเม็ดให้ได้ผงละเอียด นําไปเตรียมยารูปแบบใหม่ การนําไปใช้จะเป็นรูปผงยาหรือกระจายใน ของเหลวให้พิจารณาจากลักษณะของรูปแบบของยาที่ต้องการเตรียม 2.4.2 การทํา aliquot จากยาฉีด - คํานวณเทียบจํานวนมิลลิลิตรของยาฉีดที่ต้องใช้ - หากเป็นยาฉีดผง จะต้องทําการ reconstitution โดยการเติมน้ํากระสายลงไปละลาย ปริมาณน้ํา กระสายที่เติมคํานวณได้จากการหักลบจากปริมาตรของผงยาซึ่งจะสามารถทราบจากข้อมูลในใบแทรกผลิตภัณฑ์ เมื่อละลายยาเป็นสารละลายแล้ว ดูดยาฉีดออกมาให้มีปริมาตรตามที่คํานวณเทียบ

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง การบดผสมยา

เทคนิคการผสมยา

3.1 การบดผงยา การผสมผงยาด้วยโกร่ง

1. การบดผงยา

- การบดผงยาที่ไม่ติดสี (staining) โดยทั่วไป ใช้โกร่งกระเบื้อง (porcelain mortar & pestle) - ให้ทําการบดก่อนการชั่งยา - ใส่สารลงตรงกลางโกร่ง มือข้างที่ถนัดถือลูกโกร่ง มือข้างไม่ถนัดยึดจับขอบด้านข้างโกร่ง โดยทั่วไป ถือ ลูกโกร่งลักษณะคล้ายการจับปากกา เพื่อให้สามารถเคลื่อนหมุนลูกโกร่งในลักษณะบิดข้อมือได้อย่างอิสระโดย ข้อศอกไม่ต้องกางขยับออก - หมุนลูกโกร่งวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มจากก้นโกร่งขึ้นไปใกล้ขอบโกร่ง แล้ววนลงอีก สลับกัน จนได้ผงยาละเอียดตามต้องการ - หากผงยาติดโกร่ง ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดถือ spatula แซะขูดได้โดยไม่จําเป็นต้องวางลูกโกร่งลงและใช้มือ ข้างที่ถนัดจับ spatula เพราะเสียเวลาและผงยาจะเปื้อนลูกโกร่งที่นํามาวางพักไว้ - ของแข็งบางชนิด เมื่อบดโดยตรงจะเกิดจับก้อนเหนียว เช่น camphor จะต้องเติมตัวทําละลายที่ ระเหยง่าย เช่น แอลกอฮอล์ เล็กน้อยหยดลงบนสารระหว่างบด จะได้ผงละเอียด เรียกว่า pulverization by intervention

(5)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University 2. การผสมผงยา

- เป็นการ trituration ซึ่งไม่ต้องการแรงบดผสม การผสมจึงใช้โกร่งแก้ว (glass mortar & pestle) ผสมผงที่ละเอียดแล้ว

- ใช้เทคนิค geometric dilution โดยใส่ผงยาที่มีปริมาณน้อยที่สุดก่อน จากนั้นเติมสารอื่นจํานวน เท่ากันกับที่มีอยู่ในโกร่ง บดผสมจนเข้ากันเบาๆ (โดยลักษณะการหมุนลูกโกร่งเหมือนการบด) เติมสารที่เหลือใน ลักษณะเท่ากับที่มีในโกร่งไปเรื่อยๆจนสารหมด

การผสมผงยาจํานวนน้อย บางครั้งอาจใช้ slab & spatula เรียกว่า spatulation

- วาง slab ที่ขอบโต๊ะให้สันด้านล่างยันอยู่นอกขอบโต๊ะเพื่อทําให้ slab วางราบไม่เอียง มือซ้ายถือด้าม slab มือขวาถือ spatula การจับ spatula ให้จับในลักษณะคว่ํามือ นิ้วชี้ทาบไปตามแผ่น spatula เพื่อใช้ช่วย บังคับให้ spaula อ่อนไปตามแรงบดผสม หมุนวน spatula ในลักษณะวนเป็นวงกลมจากในไปนอกแล้ววนกลับ หรือวนเป็นเลขแปดหรือขดลวดอย่างใดอย่างหนึ่ง บี้ให้ทั่ว ใช้ spatula ปาดให้ผงยามารวมกันเป็นกองเป็นครั้ง คราวตรงกลาง

- ใช้ geometric dilution เช่นเดียวกับการผสมโดยโกร่ง

3.2 การทํา geometric dilution

เช่น การผสมผงยาทั้งในโกร่ง และบน slab และการผสมผงยาและ น้ําตาล lactose หรือแป้งเป็นสารเจือจาง

อุปกรณ์การบดและการผสมผงยา มี 2 แบบ

1. โกร่งและลูกโกร่ง (Mortar & Pestle) ใช้ผสมผงยาที่มีปริมาณมาก

- โกร่งกระบื้อง ผนังด้านในมีความฝืดมากกว่าจะช่วยในการบดให้ละเอียดกว่าโกร่งแก้ว จึงเหมาะสมในการบดผงยาและช่วยในการกระจายตัววัตรภาคภายในในการเตรียมอิมัลชั่น ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้โกร่งกระเบื้อง - โกร่งแก้ว มักใช้บดผงยาที่มีสี * ผงยาที่เป็นของแข็งทุกชนิดจะต้องบดให้ละเอียดก่อนนํามาชั่งเพื่อเตรียมยา * เทคนิคการใช้โกร่ง - จับลูกโกร่งด้วยมือขวาโดยใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางประคองด้านล่างของด้ามลูกโกร่ง โดยใช้ นิ้วหัวแม่มือกดด้านบน เพื่อบังคับให้ลูกโกร่งให้หมุนตามทิศที่ต้องการ มือซ้ายกดยึดขอบโกร่งไว้ (กรณีถนัดซ้าย ก็สลับกัน) หรือจับแบบปากกา - บดหรือผสมโดยหมุนข้อมือไปด้านซ้ายหรือด้านขวาตามแต่ถนัด ควรหมุนไปทางเดียวกัน - ใส่ผงยาที่จะบดลงตรงกลางของโกร่งโดยยกลูกโกร่งขึ้นทุกครั้งที่ใส่ยา - จุดที่ลดขนาดผงยา คือปลายสุดของลูกโกร่งและเส้นรอบกระเปาะที่กว้างที่สุดของลูกโกร่งเท่านั้น การ บดควรบดให้ทั่วโดยหมุนลูกโกร่งวนตั้งแต่ก้นโกร่งขึ้นมาถึงส่วนกลางของขอบโกร่ง แล้วหมุนวนทิศทางเดิมจาก ขอบโกร่งลงสู่ก้น ทําเช่นนี้จนได้ผงยาละเอียดตามความต้องการ - ถ้าผงยาชื้นหรือมีลักษณะกึ่งแข็งติดผนังด้านในของขอบโกร่งควรใช้ spatula ขูดที่ติดด้านข้างของขอบ โกร่งลงไปบดลักษณะเดิมจนละเอียดเท่ากันอย่างสม่ําเสมอ

(6)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University 2. Slab & Spatula เรียกวิธีนี้ว่า “Spatulation” ใช้ผสมผงยาที่มีปริมาณน้อย ซึ่งวิธีนี้สามารถย่อยขนาดได้

ดีและสม่ําเสมอ เพราะเมื่อกดด้าน spatula ส่วนปลายของสแตนเลสจะกดทับ แนบสนิทกับslab ได้ในพื้นที่มาก จึงเป็นทั้งการผสมและการย่อยขนาดได้พร้อม ๆ กัน

เทคนิคการใช้ Slab & Spatula

- วาง slab ให้ไม้ยึดด้านล่างอยู่ขอบโต๊ะโดยใช้มือซ้ายจับด้าม slab และมือขวาจับด้าม spatula โดยใช้ นิ้วชี้กดกลาง spatula เพื่อเพิ่มน้ําหนักของการบดผสม (กรณีที่ถนัดซ้ายให้กลับกัน) - กองผงยาลงตรงกลางแผ่น slab กดปลายแผ่นสแตนเลสบนยาส่วนปลายของ spatula จะกดทับยา กับแผ่น slab กดป้ายไปมาเป็นวงกลม หรือวนเป็นเลขแปดก็ได้ เพื่อย่อยขนาดและผสมผงยาให้เข้ากัน - ดูความเรียบเนียน เพราะมีคะแนนตรงนี้จากอาจารย์ผู้คุมสอบด้วย - เทคนิคถูกก็ได้คะแนนอย่างง่ายๆ

การบดผสมผงยาโดยวิธี Levigation

3.3 การ levigate ผงถ่านกับ ointment หรือ cream สีขาวบน slab

การบดผสม (levigation) ใช้สําหรับลดขนาดผงยาและบดผสมผงยาเข้ากับครีมหรือขี้ผึ้งโดยใช้สารช่วยบด (levigating agent) โดยทั่วไปมักใช้ slab & spatula อาจทําโดยใช้โกร่งและลูกโกร่งก็มี

- เลือกสารช่วยบดผสมที่เหมาะสม กล่าวคือ เป็นของเหลวหนืดที่ต้องไม่ละลายสารที่บดแต่เข้ากันได้กับ ครีมหรือขี้ผึ้ง เช่น glycerin, mineral oil

- วาง slab ลงบนโต๊ะให้ราบ จับด้วยมือซ้าย เทผงยาลงบนกลาง slab ใช้มือขวาจับ spatula บดผงยา เบาๆ ให้ละเอียด การจับ spatula ให้จับในลักษณะคว่ํามือ นิ้วชี้ทาบไปตามแผ่น spatula เพื่อใช้ช่วยบังคับให้ spatula อ่อนไปตามแรงบดผสม

- เติมสารช่วยบดผสมประมาณ 2-3 หยด พอทั่ว บดผสมไปมาจนได้เนื้อเนียน (smooth paste) กวาดให้ ผงยาอยู่ตรงกลาง

- กองครีมหรือขี้ผึ้งวางบน slab ด้านข้างๆผงยา ใช้ spatula ปาดครีมปริมาณใกล้เคียงกับผงยาก่อนมา ผสมแบบ geometric dilution ทําเช่นนี้จนได้ครีมหรือขี้ผึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน การบดผสมให้หมุนวน spatula ใน ลักษณะวนเป็นวงกลมจากในไปนอกแล้ววนกลับ หรือวนเป็นเลขแปดหรือขดลวดอย่างใดอย่างหนึ่ง บดให้ทั่ว ใช้ spatula ปาดให้ผงยามารวมกันเป็นกองเป็นครั้งคราวตรงกลาง

เทคนิคการ livigation

เป็นการผสมผงยาให้เข้ากับยาพื้น ควรเลือกใช้สารช่วยในการบดยาพื้น การ livigate นอกจาจะช่วย ลดขนาดของผงยาแล้ว ยังเป็นการไล่ฟองอากาศที่แทรกระหว่างผงยาออกช่วยให้ผงยา เข้ากับยาพื้นได้ง่ายขึ้น หลักการเลือก livigating agent มีดังนี้ 1. ต้องเป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาพื้น

- ยาพื้นมีคุณสมบัติละลายในน้ําหรือผสมเข้ากับน้ําได้ดี เป็น o/w cream base ใช้ glycerin, propylene glycol, sorbitol เป็น livigating agent

- ยาพื้นมีคุณสมบัติเป็นน้ํามันหรือเข้ากับน้ํามันได้ดี เป็น w/o cream base ใช้ mineral oil เป็น livigating agent

2. ถ้าผงยาที่ใช้มากกว่า 10% ของตํารับการใช้ melted base เป็น livigating agent เพราะถ้าใช้ สารอื่นนอกจากตํารับยาพื้นเป็น livigating agent จะใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ทําให้ความข้นหนืดของเนื้อยา เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะยาเหน็บจะไม่สามารถเกาะกันเป็นแท่ง

(7)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University 3. ปริมาณ livigating agent ที่ใช้ขึ้นกับปริมาณของผงยา ควรใช้ปริมาณน้อยที่สุดที่ทําให้ผงยาชื้นอยู่ ในลักษณะเพสท์ เพราะนอกจากจะทําให้ผงยาไม่ฟุ้งกระจายขณะบดแล้วยังเกิดแรงฝืดที่จะช่วยในการบี้บดผงยา ให้ละเอียดมากขึ้น 4. livigating ที่เลือกใช้ต้องไม่ละลายผงยา***

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง การกรองสาร

เทคนิคการกรอง

4.1 การกรอง การพับกระดาษกรอง

1. การพับกระดาษกรอง มี 2 แบบคือ plain filter ใช้กับการกรองสําหรับเก็บตะกอน และ plaited

filter ใช้กับการกรองเก็บน้ํายาที่กรองได้ (filtrate) ซึ่งใช้ในทางเภสัชกรรมเพื่อเตรียมน้ํายาต่างๆ Plain Filter - พับทบให้ได้ 60 องศา โดยพับสี่แล้วให้เหลื่อมเล็กน้อย ฉีกมุมกระดาษกรองเล็กน้อยเพื่อให้กระดาษ กรองแนบกรวย Plaited Filter - พับแบบจีบให้มีจีบ 16 หรือ 32 จีบเป็นอย่างน้อย โดยการพับทบไปเรื่อยๆ ควรระวังให้ขนาดจีบ เท่ากัน มีลักษณะจีบเข้าออกสลับกันเพื่อเพิ่มพื้นที่กรองได้สม่ําเสมอ (เป็นการกรองเอาสารละลายใส ไม่ต้องคน) 2. การกรอง - เลือกขนาดกรวยกรองให้พอเหมาะ กระดาษกรองควรอยู่ต่ํากว่าขอบกรวยประมาณ 0.5-1 ซม. - วางกระดาษกรองที่พับแล้วลงในกรวย นํากรวยกรองไปวางบน supportory funnel - ทําให้กระดาษกรองเปียกชื้นด้วยของเหลวที่เป็นชนิดเดียวกับกระสายยา เช่น น้ํา แอลกอฮอล์ หยดด้วย หลอดหยดพอเปียก - ใช้บีกเกอร์หรือฟลาสก์รองรับน้ํายาที่กรอง โดยปลายกรวยด้านแหลมแตะที่ผนังบีกเกอร์หรือฟลาสก์ต ลอดการกรอง เทน้ํายาลงในกรวยโดยใช้แท่งแก้วตั้งตรงหรือเอียง 45 องศา นําลงไปด้านข้างๆ ไม่ควรเทโดยตรง ลงกลางกรวยเพราะกระดาษกรองอาจจะทะลุ - หากกรองสารที่ระเหยง่าย ให้นํากระจกนาฬิกาปิดที่กรวยกรองและใช้แผ่นฟิล์มปิดปากภาชนะรองรับ หรือใช้ขวดปากแคบรองรับน้ํายาที่กรอง 3. การกรองด้วยสําลี ใช้กรณีกรองฝุ่นผง และใช้กับของเหลวข้นหนืด เช่น น้ําเชื่อม สารสกัด - ใช้สําลีสะอาด แผ่เป็นแผ่นบางๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว วางบนกรวยกรอง - ทําให้ชื้นเช่นเดียวกับกรองด้วยกระดาษกรอง - เมื่อกรองเสร็จให้ใช้แท่งแก้วกดบีบให้น้ํายาที่ค้างอยู่ในแผ่นสําลีกรองให้หมด 4. การกรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้กรณีกรองฝุ่นผง และใช้กับของเหลวข้นหนืด เช่น น้ําเชื่อม สารสกัด - ใช้ผ้าที่ซักสะอาดล้างสิ่งเจือปนออกแล้ว พับ 2 หรือ 4 ทบให้มีความหนาตามต้องการ วางลงบนกรวย กรอง

(8)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง การหลอมและให้ความร้อน

การหลอมและใช้ความร้อน

6.1 การหลอม เทคนิคการใช้ความร้อน

1. เทคนิคการควบคุมและให้ความร้อน 1) การให้ความร้อนโดยตรง (direct heat)

- วางตะเกียง (burner) หรือเตาไฟฟ้า (hot plate) บนแผ่นกระเบื้องทนไฟ ระวังให้ห่างจากวัสดุติดไฟ และเครื่องใช้อื่นเช่น เครื่องชั่ง

- การจุดตะเกียง ปรับ collar ที่ตะเกียงให้อากาศเข้าพอเหมาะ - เปิดก๊าซ จากนั้นจุดไฟ ปรับจนได้เปลวไฟชนิด nonluminous flame - หากใช้ตะเกียง ให้วางขาตั้ง (tripod) นําแผ่น wire gauze มาวางบนขาตั้ง - หากใช้เตาไฟฟ้า ให้นําแผ่น wire gauze มาวางบนเตาไฟฟ้า

- ตั้งภาชนะที่ใส่สารที่ต้องการให้ความร้อนบน wire gauze เช่น beaker, casserole หากต้องการ ควบคุมความร้อน ให้ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิที่ของเหลว 2) การให้ความร้อนจากหม้ออังไอน้ํา (water bath) ใช้กรณีต้องการให้ความร้อนแก่สารที่สลายได้ง่ายที่อุณหภูมิไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส เช่น wax, fat บางชนิด หรือใช้ในการระเหยแห้ง - เติมน้ําลงใน water bath พอประมาณไม่เต็มเกินไป ปิดฝา วางตั้งบนขาตั้งหรือเตาไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้ wire gauze - เมื่อน้ําเดือด เปิดฝาที่เป็นวงแหวนจนได้ขนาดที่พอตั้งภาชนะได้พอดี ตั้งภาชนะลงบนฝาให้ไอน้ําแผ่ กระจายความร้อน (ในบางกรณี สามารถใช้ภาชนะจุ่มลงในหม้ออังไอน้ํา) 2. การหลอม - หากจุดหลอมเหลวไม่สูงเกิน 100 องศาเซลเซียส ใช้หม้ออังไอน้ํา หากสูงเกินให้ความร้อนโดยตรงอย่าง ระมัดระวังเพราะจะสลายง่าย - ใช้ casserole หรือ beaker ใส่สารที่ต้องการหลอม โดยทั่วไปนิยมหลอมสารที่มีจุดหลอมเหลวสูงสุด ก่อน จากนั้นจึงเติมสารที่มีจุดหลอมเหลวต่ํากว่าลงมาเป็นลําดับ (order of melting point) ในบางกรณีเช่นจุด หลอมเหลวของสารไม่สูงมากนักและมีค่าใกล้เคียงกัน อาจนํามาหลอมรวมกันได้

- ใช้แท่งแก้วคนขณะให้ความร้อนตลอดเวลา

- หากมีฝุ่นผง ต้องกรองขณะร้อน โดยใช้ผ้าขาวบาง (ไม่ต้องทําให้เปียก) หุ้มวางบนบีคเกอร์ขนาด พอเหมาะโดยไม่ใช้กรวยกรอง เทสารที่หลอมเหลวลงบนผ้า ใช้แท่งแก้วบีบส่วนที่ค้างอยู่ออกจนหมด

(9)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง การเจือจางสาร

การผสมยาน้ําและเจือจางตามความแรงที่กําหนด 7.1 เทคนิคในการผสมยาน้ําให้ได้ความเข้มข้นหรือสัดส่วนที่กําหนด - หากผงยาเป็นผลึก เป็นผงหยาบ ให้บดก่อนชั่ง - คํานวณปริมาณโดยประมาณ (approximate volume)ของน้ํากระสายในตํารับ ใช้ส่วนหนึ่งของน้ํากระสาย นิยมปริมาณ 3/4 ของปริมาณน้ํากระสายในตํารับในการนํามาละลายผงยา - ใส่ผงยาลงในบีคเกอร์ เติมน้ํากระสายที่คํานวณได้โดยการตวงจากกระบอกตวงขนาดที่ใกล้เคียงกับปริมาตรที่ ต้องการตวง ใช้แท่งแก้วคนให้ผงยาละลายจนหมด - เทสารละลายลงในกระบอกตวง ปรับปริมาตรโดยการเติมน้ํากระสายจนถึงปริมาตรที่ต้องการ เทกลับลงในบีค เกอร์แล้วคนผสม แล้วบรรจุขวด 7.2 การเจือจางยาให้มีความแรงตามที่กําหนด เช่น แอลกอฮอล์ น้ํายาฆ่าเชื้อ - คํานวณปริมาณของสารที่ต้องใช้เพื่อนํามาเจือจางที่เป็นสารละลายที่เข้มข้นกว่า เช่น stock solution - ตวงสารละลายเข้มข้นมาโดยใช้เครื่องตวงที่เหมาะสม เช่น ดูดโดยใช้ pipet หรือตวงโดยกระบอกตวง ใส่ สารละลายลงในภาชนะสําหรับเตรียมที่มีขนาดเหมาะสม เช่น บีคเกอร์ - เติมตัวทําละลายหรือน้ํากระสายลงไปผสม ใช้แท่งแก้วคนให้ผสมเข้ากัน - เทลงในกระบอกตวง ปรับปริมาตรให้ได้ตามต้องการ การเจือจางสาร ความแรง Alcohol USP=95%, BP=96% ตัวอย่าง เตรียม alcohol 70% จาก 95 % จํานวน 50 ml แอลกอฮอล์ 95 % 70 ส่วน (ml) 70 % น้ํา 0% 25 ส่วน (ml) รวม 95 ส่วน (ml) ต้องการเตรียม Alcohol 70% จํานวน 50 ml

เตรียม alcohol 70 % จาก ทั้งหมด 95 ส่วน ใช้ Alcohol USP 70 ส่วน

เตรียมทั้งหมด 50 ส่วน ใช้ Alcohol USP (70 ×50) / 95 = 36.84 ส่วน (ml) เพราะฉะนั้น ต้องใช้น้ําเท่ากับ 50 – 36.84 = 13.16 ส่วน (ml)

การเตรียม

1. ตวง alc. ใส่ใน cylinder ขนาดที่เหมาะสมที่สุด (cylinder ที่เลือกต้องใกล้เคียงกับปริมาตรที่ต้องการ มากที่สุด)

2. ตวงน้ําใส่ใน Cylinderขนาดที่เหมาะสมเช่นกัน

3. เท alc. ใส่ในบีกเกอร์ จากนั้นจึงเติมน้ํากลั่นลงไปผสม คนให้สารละลายเข้าดี นําสารละลายที่ผสมเข้ากันดีแล้ว เทใส่ใน Cylinder ปรับปริมาตรด้วยน้ํากลั่นอีกครั้ง

(10)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

O

S

P

E

เทคนิคทางเภสัชกรรม

เรื่อง ทักษะการระบุ Dosage Form

การระบุชนิด / รูปแบบของยาจากลักษณะภายนอก

หมายถึงสามารถบอกได้จากลักษณะภายนอกของยาที่เห็นว่าเป็นชนิดหรือรูปแบบของยาใด ต่อไปนี้

ยารูปแบบของแข็ง (solid dosage forms)

1. Powders : ยาผง – เภสัชภัณฑ์กลุ่มนี้มักเป็นยาปฏิชีวนะหรือวิตามินที่ไวต่อความชื้นเป็นพิเศษ เช่น

ORS ผงพิเศษ

2. Granules : ยาแกรนูล – ลักษณะจะเป็นเม็ดเล็ก...เล็ก ตัวอย่างยา เช่น

Fluimucil®(Acetylcysteine) Granules เป็นต้น

3. Hard Gelatin Capsules : ยาแคปซูลแข็ง(hard capsules) ซึ่งทุกคนคงเข้าใจดี

4. Soft Gelatin Capsules : ยาแคปซูลอ่อน (soft capsules) เช่นพวกน้ํามันตับปลา วิตามินอี

วิตามินเอ

5. Tablets : ยาเม็ด

• Lozenges : คือยาอม อันนี้คุณต้องรู้นะ เช่น strepsil® Mybacin® ดีกัวดีน หรือ ยาฆ๋าเชื้อรา โครไตรมาโซลแบบเม็ดอม เป็นต้น

• Pills : ยาเม็ดเล็กๆ เช่น ยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ ยาอมสมุนไพรที่เป็นเม็ดเล็กๆดําๆอ่ะ • Pastilles : ยาอมเม็ดหนึบๆ เช่น ฮัดสันจูจู๊บบบบบ

• Vaginal suppository tablets : ยาเหน็บช่องคลอดรักษาเชื้อราไง

6. Coated Tablets : ยาเม็ดเคลือบ

• Sugar coated tablets : ยาเม็ดเคลือบน้ําตาล เวลาสังเกตจะเห็นว่ายารูปแบบนี้จะเคลือบ หนาๆและมันวาว เช่น Vitamin B complex

• Film coated tablet : ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม ลักษณะภายนอกเมื่อมองจะดูมันแบบด้านๆไม่วาว เหมือน sugar coated tablet เช่น Ibuprofen

• Enteric coated tablets :ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม อันนี้จะทราบยากเนื่องจากต้องรู้ว่ายาดังกล่าว ต้องทําให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการให้แตกตัวในลําไส้เล็ก เช่น diclofenac, omeprazole เป็นต้น รูปแบบยาที่จะไปขยายความข้อมูลข้างต้น เช่น

- ยาเตรียมลักษณะผงฟู่ : Effervescents ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง Tablets เช่น Calcium แบบเม็ดฟู่ เป็น Powders เช่น อีโน จําไว้ว่าต้องระบุรูปแบบยาให้ชัดเจน ครบถ้วน

ยารูปแบบของเหลว-ยาน้ําใส

1. Solutions : ยาสารละลาย ยาน้ําปรุง (waters) ยาอิลิกเซอร์ (elixirs) ยาสปิริต (spirits)

2. Syrups : ยาน้ําเชื่อม ลักษณะเป็นสารละลายใส ไม่หนืดมาก ไม่ตกตะกอน เมื่อส่องกับไฟจะไม่เห็น

(11)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

ยารูปแบบของเหลว-ยากระจายตัว

1. Mixtures : ยาน้ําผสม เป็นการผสมของสารหลายชนิด เช่น ยาแก้ไอน้ําดํา (Brown mixtures) ยาขับ

ลม (Mixture Carminative) ลองดมๆดูแล้วคุณจะติดสินใจได้ง่ายขึ้นมันจะเป็นกลิ่นแบบสมุนไพรอ่ะนะ มันอาจจะ มีตะกอนนอนที่ก้นขวด หรือลอยไปลอยมา

2. Suspensions/Magmas : ยาน้ําแขวนตะกอน มันคือรูปแบบยาที่ไม่ละลายน้ําหรือเสื่อมสลายเมื่อ

โดนน้ํา ตะกอนมันจะนอนก้นข้างล่างเมื่อเขย่าจะเกิดการกระจายตัว เช่น ยาลดกรด ที่ต้องระวังคือ คาลาไมน์ มัน จะบอกว่าเป็นโลชั่นแต่แท้ที่จริงแล้วมันคือ Suspension

3. Emulsions : อันนี้ก็เช่นน้ํามันตับปลา พวกยาระบาย mineral oil ลักษณะเมื่อมองภายนอกจะดู

หนืดสุดๆ ดูขุ่นๆ ส่องกับไฟแล้วจะกระเจิงแสง 4. Lotions : ก็โลชั่นที่ทาตัวนั่นหล่ะ ลักษณะขุ่นข้นมากกว่าอิมัลชั่น 5. Liniments : ยาถูนวด เช่นนี่เลย น้ํามันมวย 6. ยาคอลลอยด์ (colloids)

ยารูปแบบกึ่งเหลวกึ่งแข็ง

1. Creams : ยาครีมเป็นอิมัลชั่นที่เข้มข้นจนจะแข็งแล้วอ่ะ 2. Ointments : ยาขี้ผึ้ง จะหนืดและมันมากว่ายาครีม

3. Pastes : ยาเพสต์ เนื้อยาจะมีลักษณะหยาบ เช่น triamcinolone oral pastes (Kenalog®) 4. Gels : ยาเจล ก็เป็นเจลใสๆไงอ่ะ 5. Suppositories : ยาเหน็บ อันนี้เหน็บได้ทั้งรูทวารหนัก และช่องคลอด แบบเหน็บรูทวารหนัก ส่วนมากจะเป็นยากึ่งแข็งกึ่งเหลว ให้ใช้คําว่า Rectal suppositories แต่ถ้าเป็นยาเหน็บช่องคลอดมักจะอยู่ใน รูปแบบยาเม็ด (Tablets)

อื่นๆ

1. Inhalations : เช่น ยาดมอ่ะ

- Aerosol Inhalations : ยาสูดพ่นแบบ Aerosol เช่น Ventolin® MDI

2. Nebulizer nasal drops ยาหยดจมูก 3. Ear/Eye drops : ยาหยอดหู หยอดตา 4. ผลิตภัณฑ์ยาฉีด

5. ผลิตภัณฑ์ควบคุมการปลดปล่อยยา (controlled released products) 6. ระบบการนําส่งยา (drug delivery systems)

จุดสังเกต : • การเขียนรูปแบบยาทุกครั้งต้องมีการเติม “S” ด้วย ห้ามลืมเป็นเด็ดขาด • หากสามารถเปิดฝาดมได้ ให้ดมดูจะได้คาดการณ์จากประสบการณ์ได้ว่าเป็นยารูปแบบใด (อันนี้ก็เป็น เทคนิคเฉพาะตัวนะ) • การเขียนรูปแบบยาต้องเขียนแบบ technical term คือเป็นภาษาอังกฤษ และต้องเขียนให้ถูกต้องทุก ตัวอักษร มิฉะนั้นจะไม่ได้คะแนน • ระบุรูปแบบยาให้ชัดเจนที่สุด เช่น ถ้าเป็นยาเม็ดฟู่ให้เขียนเป็น Effervescent Tablets ถ้าเป็นผงฟู่แบบ อีโนให้เขียนเป็น Effervescent Powders

(12)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

• ต้องมีความรอบรู้ถึงรูปแบบยา/เภสัชภัณฑ์ที่มีการควบคุมการปลดปล่อยตัวยา เช่น enteric coated tablet เป็นต้น ยกตัวอย่าง omeprazole จะเป็นยารูปแบบ Enteric coated granules in hard gelatin capsules เป็นต้น

การบอกรูปแบบยา (ต้องตอบเป็นศัพท์เทคนิค)

ต้องใช้ความรู้ที่เรียนมาในการสังเกต จดจําจากการฝึกงาน แต่ตัวที่เจอในข้อสอบบ่อย ๆ เช่น

ยา รูปแบบ

Eno, Vitamin C Effervescent powder

Fumucil, Acetyicysteine granule

Calamide, MOM Suspension / magma

Ibuprofen Film coated tablet

Vitamin B complex Sugar coated tablets

Vitamin E Soft gelatin capsule

ยาอมต่าง ๆ Lozenges น้ํามันมวย Liniment ORS, ดีแชมป์ Powder ยาลูกกลอน Pills

Proctosedyl Suppository

Canesten suppo® Vaginal tablet

ยาหยอดจมูก Nebulizer nasal drop

ข้อมูลน่ารู้

การเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับชนิด / รูปแบบของยา ยาที่ต้องเก็บในภาชนะ/บรรจุภัณฑ์ตามที่เหมาะสม แก้วชนิดต่าง ๆ พลาสติกชนิดต่าง ๆ โลหะ การใช้ภาชนะป้องกันแสง ความชื้น

ภาชนะบรรจุ

ภาชนะ คือสิ่งที่ใช้สําหรับใส่ของ ในที่นี้คือบรรจุยาเตรียม และอาจสัมผัสกับยาเตรียมโดยตรงก็ได้ immediate container คือภาชนะที่มีการสัมผัสกับยาเตรียมโดยตรงตลอดเวลา closure หรือจุกปิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาชนะ ภาชนะที่ใช้ไม่ควรทําปฏิกิริยากับยาเตรียมที่บรรจุอยู่ทั้งทางกายภาพและเคมี จนทําให้ความแรง (strength) คุณภาพ (quality) และความบริสุทธิ์ (purity) ของยาเตรียมเปลี่ยนแปลงไปเกินกว่าที่กําหนดไว้ตาม เภสัชตํารับ เภสัชตํารับกําหนดภาชนะสําหรับบรรจุยาเตรียมชนิดต่างๆสําหรับเภสัชกรและผู้จ่ายยาดังนี้

(13)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

ภาชนะบรรจุมีได้หลายลักษณะ เภสัชตํารับกําหนดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี และมี คําศัพท์ที่ใช้เรียกภาชนะนั้น ๆ ดังต่อไปนี้

child resistant packaging เป็นการบรรจุยาลงในภาชนะที่มีการป้องกันไม่ให้เด็กเล็กเปิดได้ง่าย แต่

จะไม่ยุ่งยากสําหรับผู้ใหญ่ เช่น ออกแบบฝาปิดขวดยาให้การเปิดต้องใช้ท่าทางหลายลักษณะพร้อมกัน เช่น ขณะ หมุนเปิดออกต้องมีการกดฝาด้วย หรือ กดฝาลงและยกขึ้นเพื่อให้ฝาเปิดออก

tamper resistant packaging หรือ tamper evident packaging หรือ tamper proof packaging เป็นภาชนะบรรจุที่ได้มีการปิดผนึก ซึ่งจะต้องทําลายหรือฉีกผนึกเหล่านั้น เมื่อต้องการเปิดภาชนะ บรรจุยา วัตถุประสงค์คือให้เป็นที่สังเกตเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ เพื่อไม่ให้สามารถนําสิ่งปนปลอมอื่น บรรจุลงไปได้โดยเฉพาะยาปราศจากเชื้อ light-resistant container คือภาชนะที่สามารถปกป้องยาเตรียมจากผลของแสงด้วยคุณสมบัติของสาร ที่เป็นส่วนประกอบของภาชนะ รวมทั้งสารที่ใช้เคลือบภาชนะด้วย อาจใช้ภาชนะใส ปราศจากสี หรือโปร่งแสง และป้องกันแสงโดยการปิดภาชนะด้วยวัสดุทึบแสง ในกรณีนี้ต้องมีฉลากที่ระบุว่าภาชนะนี้ต้องปิดด้วยวัสดุทึบแสง จนกว่าจะมีการใช้หรือจ่ายยาเตรียม light-resistant container ใช้สําหรับบรรจุยาเตรียมที่ระบุว่า “protect from light” (หรือป้องกันแสง) well-closed container เป็นภาชนะที่ใช้ปกป้องยาเตรียมจากฝุ่นละอองภายนอก และป้องกันการ สูญเสียยาเตรียมที่บรรจุอยู่ ภายใต้สภาวะการใช้ ขนส่ง เก็บรักษาและแจกจ่ายปกติ tight container เป็นภาชนะที่ปกป้องยาเตรียมจากการปนเปื้อนของสารจากภายนอกทั้งในสภาวะ ของเหลว ของแข็งและก๊าซ ป้องกันการสูญเสียยาเตรียม และป้องกันการเปลี่ยนแปลงจากผลึกยาเป็นผงยา (efflorescence) การเยิ้มของยาจากการดูดน้ํา (deliquescence) หรือการระเหย ภายใต้สภาวะการใช้ ขนส่ง เก็บรักษาและแจกจ่ายปกติ และยังสามารถปิดได้แน่นหลังจากเปิดด้วย อาจใช้ hermetic container แทน tight container ในกรณีของยาเตรียมที่มีการจ่ายแบบ single dose ได้

hermetic container ใช้เพื่อป้องการซึมผ่านของอากาศหรือก๊าซอื่นๆภายใต้สภาวะการใช้ ขนส่ง เก็บ

รักษาและแจกจ่ายปกติ

single-unit container คือภาชนะที่ออกแบบเพื่อบรรจุยาเตรียมในปริมาณที่พอดีกับขนาดการใช้ยาแต่

ละครั้ง (single dose) และมีการใช้ทันทีหลังจากเปิดภาชนะ ดังนั้น immediate container และ/หรือ หีบห่อ ภายนอกควรมีลักษณะ tamper-resistant packaging ด้วย แต่ละ single-unit container ควรมีฉลากแสดง เอกลักษณ์ ปริมาณ และ/หรือความแรง ชื่อบริษัทผู้ผลิต รุ่นผลิต (lot number) และวันหมดอายุของยาเตรียม ด้วย

single-dose container คือ single-unit container ที่ใช้บรรจุยาเตรียมที่เป็นยาฉีดเท่านั้น จึงควร

แสดงฉลากในลักษณะเดียวกัน ตัวอย่างของ single-dose container คือ pre-filled syringes, cartridges, fusion-sealed containers และ closure-sealed containers

unit-dose container คือ single-unit container ที่ใช้บรรจุยาเตรียมที่ไม่ใช่ยาฉีด และมีการให้ยาใน

ปริมาณยาหนึ่งขนาดจากภาชนะโดยตรง

multiple-unit container คือภาชนะบรรจุที่ยอมให้มีการนํายาเตรียมออกจากภาชนะในปริมาณต่างๆ

โดยไม่เปลี่ยนแปลงความแรง คุณภาพ และความบริสุทธิ์ของยาเตรียมที่เหลือ

(14)

Pharmacy Rx’24 Khon Kaen University

ยาที่ต้องใส่ขวดสีชา (PROTECT FROM LIGHT)

ควรสังเกตุจากข้อความที่ระบุบนภาชนะหรือหีบห่อของยาแต่ละขนาน และ/หรือเปิดจากหนังสืออ้างอิง ตัวอย่าง เช่น

- Nifedipine - Glyceryl Trinitrate - Nitrendipine

- Propranolol - Metoprolol - Phenytoin

- Dopergin - Doxycyclin - Eltroxin

- Essentiale - Metronidazole - Fludrocortisone (FLORINEF)

- Zalcitabine - Hydroxyurea - Terazosin

- Indomethacin Sustain-Released Tablet - Isosorbide Dinitrate

- Isoniazid - Digoxin - Thioguanine

- Furosemide - Gemfibrozil Tablet - Madopar 250 mg. , HBS - Meladinine - Methotrexate - Pizotifen

- Naproxen - Hydroxychloroquine Sulfate - Mercaptopurine

- Zidovudine - Calcitriol - Rowatinex

- Septrin DS - Sinemet 125,275 mg. - Prochlorperazine Maleate - Methimazole - Thyroid Hormone - Carbamazepine

- Atenolol - Tetracyclin - Vitamin A

- Vitamin C - Vitamin E - Multivitamin

- Salbutamol

การสื่อสารเพื่ออธิบายความสําคัญของรูปแบบผลิตภัณฑ์ยาและกระบวนการผลิตยาต่อ

ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์

รายการยาที่ห้ามแบ่ง/บดหรือเคี้ยวเม็ดยา

1. รายชื่อยาที่เป็น Controlled release dosage forms

Adalat CR (30 mg.) Addi-K Bezalip Retard Bricany Durule Cardil SR (หักแบ่งได้)

Codipront Dimetapp Extentab

Dynacirc SRO (5 mg) Inderal LA Indocid R. soptin Retard (หักแบ่งได้) Pluryle – K Kalium SR

Kinidin Durule Madopar HBS MST (Morphine Sulfate) Oruvail (100,200 mg.) Panbesy Plendil (หรือ Munobal) Ponderal Pacaps Roxil (75,150 mg.)

Tegretol CR (หักแบ่งได้) Volmax Voltaren 100 mg

2. รายชื่อยาที่เป็น Enteric-Coated Dosage Forms

Aspent , Dicetel ,Dulcolax ,Erytab Salazopyrin ,Voltaren 25 mg , Vivotif

Referências

Documentos relacionados

In order to make agents more human-like and to increase their flexibility to argument and to reach agreements in the negotiation process, we updated the previous agent

Os compostos selecionados foram o eugenol (Figura 18a), por ser o majoritário do óleo de canela (69,84%); a mistura dos isômeros (E) e (Z) do isoeugenol (Figura 18b), para se

[r]

[r]

[r]

Dissertação (Mestrado em Educação) – Setor de Educação da Universidade Federal do Paraná. Programa Nacional do Livro Didático

To eliminate redundant information in the phylogenetic analysis, a dataset comprising a lower number of sequences was selected for study, at least one representative of each

[r]